Tuesday, December 16, 2014

ลุงวัย 62 ปี ขี่พ่วงข้างไปหาปลา โรคหัวใจกำเริบช็อกเสียชีวิตคารถคู่ใจ


ลุงวัย 62 ปี ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปหาปลา เกิดโรคหัวใจกำเริบช็อกหมดสติเสียชีวิตคารถคู่ใจ ครอบครัวทราบข่าวต่างร่ำไห้เสียใจ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (14 ธ.ค.) ร.ต.ท.ชาญฤทธิ์ สุขเจริญ ร้อยเวร สภ.เมือง จ.จันทบุรี รับแจ้งว่ามีคนเสียชีวิตอยู่บริเวณสวนหมู่ 11 ต.พลับพลา ขอให้มาตรวจสอบ จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี และเจ้าหน้าที่อาสาหน่วยกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ไปที่เกิดเหตุ

พบผู้เสียชีวิตเป็นชายนอนหงายเสียชีวิตในลักษณะมือเท้าแข็งเกร็ง ใกล้กับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ทะเบียน จ 2214 จันทบุรี ภายในรถซาเล้งพบอวน และเบ็ดราว ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

ต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายอนันต์ แสงศรี อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/11 หมู่ 13 ต.พลับพลา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานญาติของผู้เสียชีวิตให้มาในที่เกิดเหตุ เมื่อญาติมาพบถึงกับร่ำไห้ด้วยความเสียใจ

สอบถาม นางสมใจ แสงศรี อายุ 61 ปี ภรรยาทราบว่า ผู้เสียชีวิตบอกว่าจะออกไปหาปลาในคลอง ห่างจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งตนก็ไม่ได้เอะใจเพราะผู้เคยออกไปหาปลาในคลองเช่นนี้เป็นประจำ แต่ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวคือ โรคหัวใจ คาดว่าน่าจะเกิดโรคหัวใจกำเริบไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เกิดช็อกหมดสติเสียชีวิตไป เบื้องต้น ทางญาติ และครอบครัวไม่ติดใจ เจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้ไปดำเนินการทางศาสนาต่อไป

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000143341

Thursday, November 6, 2014

งานสัมมนา “ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องตัด ก็ขจัดโรคหัวใจได้”

สถาบันหัวใจเพอร์เฟคฮาร์ท โรงพยาบาลปิยะเวท ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วม “งานสัมมนา ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องตัด ก็ขจัดโรคหัวใจได้” พบกิจกรรมสุขภาพที่น่าสนใจมากมาย อาทิ เสวนาการบำบัดโรคหัวใจแบบองค์รวม การออกกำลังกาย และการดูแลป้องกันโรคหัวใจ การบรรยายเรื่องโรคหัวใจทำไมต้องแข่งกับเวลา พร้อมบริการตรวจสุขภาพหาสารตกค้างในเม็ดเลือด LBA การตรวจอายุหลอดเลือดหัวใจ ในวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2557 เวลา 08.00 - 12.00 น. ณ ห้องประชุมรสสุคนธ์ ชั้น 16 โรงพยาบาลปิยะเวท 


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร. 02-625-6555 หรือ www.piyavate.com และ  https://www.facebook.com/perfectheartfoundation

ที่มาข่าว
http://www.ryt9.com/s/prg/2023556

Thursday, October 30, 2014

วัคซีน โรคหวัดกันหัวใจวาย



นักวิจัยมหาวิทยาลัยเบลเกรด ของเซอร์เบีย เปิดเผยว่า วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไป อาจเป็นสะพานทอดไปสู่การทำวัคซีนป้องกันโรคหัวใจต่างๆ

มันจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยเปิดสวิตช์ในเซลล์บางอย่าง สร้างอณูขึ้นมาป้องกันหัวใจ

หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “ด้วยวิธีที่เราคิดขึ้น เราเชื่อว่า จะสามารถสร้างวัคซีนป้องกันโรคหัวใจขึ้นได้ในที่สุด และเราก็ได้เริ่มลงมือทำต่อไปบ้างแล้ว”

เขายังบอกด้วยว่า จากการศึกษาในสถานพยาบาล ได้พบว่า ความจริงคนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่แล้ว ก็พลอยได้รับความคุ้มครองจากโรคหัวใจด้วยอยู่แล้ว โอกาสที่จะเกิดหัวใจวายในปีหน้า จะเหลือแค่เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน.

Tuesday, October 28, 2014

ยาไวอากร้า แก้โรคหัวใจได้



ทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสเปียนซา ที่กรุงโรม ศึกษา พบว่า อาจใช้ยาไวอากร้า อันเป็นยาแก้อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศของบุรุษ รักษาโรคหัวใจได้อย่างปลอดภัย โดยให้กินยาทุกวัน ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น

พวกเขายังพบว่า คนไข้โรคหัวใจ ไม่ว่าอาการอยู่ขั้นไหนของโรค หากกินยานี้ประจำไปนานๆ จะให้การปกป้องหัวใจได้ เพียงแต่เกิดอาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อย

ตัวยาสำคัญของยาขนานนี้และขนานอื่น ได้แก่ “พีดีอี.5 ไอ” ออกฤทธิ์ขวางกั้นเอนไซม์ “พีดีอี.5” ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อผิวเรียบเฉื่อยชา

ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่า ยายังมีส่วนช่วยป้องกันคนไข้หัวใจห้องซ้ายล่างโตเกิน
ไม่ให้ขยายตัวขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนา

นักวิจัยได้สรุปผลการศึกษาว่า ยาแสดงให้เห็นว่า
ให้ผลดีกับคนไข้ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจหนา และคนไข้โรคหัวใจล้มเหลวระยะแรก.

http://www.thairath.co.th/content/458726

Tuesday, October 7, 2014

กรมการแพทย์แนะ "พฤติกรรมห่างโรคหัวใจ"

อธิบดีกรมการแพทย์เผย คนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แนะเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากอาหารไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หันมาออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก ซึ่งจากข้อมูลสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคดังกล่าวมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของสาเหตุการเสียชีวิตประชากรโลก ประชากรจำนวน 17.3 ล้านคน เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และจากการคาดการณ์ในปี 2030 นี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 23 ล้านคน



สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงปี พ.ศ.2554-2556 พบว่าอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี พ.ศ.2556 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 54,530 คน เฉลี่ยเสียชีวิตวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน สะท้อนให้เห็นว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

สำหรับอาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ คือจุกแน่นหน้าอก จะมีอาการจุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ และอาการเจ็บนี้จะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกนี้ป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อยๆต้องรีบพบแพทย์ มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

โดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฎิบัติตนให้ถูกต้อง หากพบว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด ไม่ออกกำลังกาย ไม่กินผักผลไม้ โรคอ้วนลงพุง เช่น รอบเอว มากกว่า 36 นิ้วในผู้ชาย และมากกว่า 32 นิ้วในผู้หญิง กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย จะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นจากแพทย์

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนปฎิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เปลี่ยนแปลงนิสัยการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มอาหารพวกผัก ผลไม้ และพวกเส้นใยต่างๆ ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้

Sunday, September 21, 2014

'คำฝอย' สมุนไพรปกป้องโรคหัวใจ ลดไขมันในเลือด

คำฝอย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. อยู่ในวงศ์ COMPOSITAE หรือชื่ออื่นๆ เช่น คำ คำยอง ดอกคำ หมอกหนวดเสือ คำฝอยเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นสัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ ขอบใบจักฟันเลื่อย ดอกเป็นกระจุก สีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง เป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพืชที่ให้สีสำหรับการแต่งสีอาหารได้อย่างปลอดภัย ใช้ได้ทั้งอาหารและยา สรรพคุณทางยาจะดีต่อผู้หญิง เกี่ยวกับการบำรุงหัวใจและสุขภาพทั่วไป 



คำฝอยหรือดอกคำ เป็นส่วนประกอบของยาไทยมานาน มีชื่อดอกคำปรากฏในคัมภีร์มหาโชติรัตน์ ซึ่งเกี่ยวกับโลหิตสตรี คัมภีร์ชวดารเกี่ยวกับลม และคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกาเกี่ยวกับปัสสาวะและตกขาว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่หมอยาไทยว่า คำฝอยเป็นยาบำรุงเลือดของผู้หญิงที่ดีมาก ดอกคำฝอยมีรสหวาน อุ่น ออกฤทธิ์ทางเลือดที่หัวใจและตับ รวมทั้งระบบประจำเดือนของผู้หญิง จึงมีช่วยบำรุงโลหิต ฟอกเลือด บำรุงประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และช่วยกระจายการอุดตันของเลือด ลดอาการปวดประจำเดือน ขับน้ำคาวปลาหลังคลอด แก้อาการจุกแน่นบริเวณท้องน้อย เมื่อมีปัญหาประจำเดือนมาผิดปกติ ปวดประจำเดือน ควรดื่มชาดอกคำฝอยจะช่วยอาการเหล่านี้ได้ดี

หมอยาพื้นบ้านยังเชื่ออีกว่า ดอกคำฝอยสามารถบำรุงคนที่ตับไม่ดี เป็นดีซ่าน ตัวเหลือง คนที่มีอาการตัวบวม ไตไม่ดี ให้นำดอกคำคำฝอยมาต้มกิน นอกจากนี้ ยังช่วยบำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ ใช้ได้กับคนที่แสบร้อนคันตามตัว บำรุงประสาท เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ แก้ดีพิการ

สำหรับการใช้ดอกคำฝอยของหมอยาพื้นบ้าน และในการแพทย์แผนไทย ดังปรากฏในคัมภีร์ที่เกี่ยวกับโลหิตสตรี เกี่ยวกับเลือดลม เกี่ยวกับปัสสาวะและฤดูตกขาวนั้น เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะมีข้อมูลการศึกษาพบว่า ดอกคำฝอยมีฤทธิ์ป้องกันตับ บำรุงประสาท รวมทั้งลดการเสื่อมและการบาดเจ็บของไต ต้านการอักเสบ แก้ปวด เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อกระดูก เพิ่มภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นการยืนยันประโยชน์ของดอกคำฝอยที่ใช้มาแต่โบราณได้เป็นอย่างดี

ตำรับยา 

ยาบำรุงหัวใจ

ใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง และไขมันในเส้นเลือดสูง โดยชงชาดอกคำฝอย 1 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 1 แก้ว ชงดื่มวันละ 1-2 ครั้ง
หรือใช้เกษรดอกบัว ดอกคำฝอย โคคลาน ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ต้นกระถิน น้ำหนักอย่างละ 1 บาท มาต้มน้ำดื่ม

ยาลดไขมัน บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับเหงื่อ
ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 1 กำมือ ผสมดอกเก๊กฮวย ประมาณ 10 ดอก ใส่น้ำประมาณ 500 ซีซี ต้มประมาณ 30 นาที แล้วนำมาดื่มแทนน้ำชา วันละ 2 - 3 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว

ยาแก้ฝีในท้อง
ใช้เถาวัลย์เปรียง 5 ตำลึง ทองพันชั่ง 5 ตำลึง เถาคันแดง 5 ตำลึง ฝางเสน 5 ตำลึง ครั่งดิบ 10 บาท เกลือไทย 10 บาท สารส้ม 5 บาท และดอกคำฝอย 5 บาท นำมาต้มให้เดือดแล้วดื่ม

ยาแก้ประจำเดือนผิดปกติ
ใช้ฝางเสน แกแล ดอกคำฝอย หญ้าไซ ผักเป็ดแดง ใบไผ่ตาก ตาไผ่ตาก รากไผ่ตาก ทั้งหมด 1 กำมือ ตามด้วยตาไม้ไผ่สีสุก 7 ตา เติมรากมะดันและรากมะขาม นำทั้งหมดมาต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่ม

ยาแก้ปวดประจำเดือน
ใช้ดอกคำฝอย 1 หยิบมือ ชงน้ำร้อน 1 แก้ว กินวันละ 2 - 3 ครั้ง

ยาเลือด
ใช้ใบมะกา 1 กำมือ ใบมะขาม 1 กำมือ รากหญ้าคา 1 กำมือ ใบส้มป่อย 1 กำมือ ฝักคูน 5 ฝัก ดอกคำฝอย 10 บาท ขี้ครั่ง 10 บาท ขี้เหล็กทั้งห้า 5 ตำลึง และดีเกลือ 2 ไพ นำมาต้มให้เดือด ควรดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

ยาฤดูทับไข้ ไข้ทับระฤดู
ใช้ฝาง 5 บาท แกแล 5 บาท ดอกคำฝอย 5 บาท ควรต้มดื่มเป็นประจำแล้วจะดีขึ้น

ยาต้มบำรุงโลหิต
ใช้ดอกคำฝอย 1 บาท จันทน์แดง 5 บาท จันทน์เทศ 5 บาท หญ้าไทร 1 กำมือ ฝาง 5 บาท ใบไผ่ป่า 1 กำมือ ควรต้มดื่มวันละสองครั้ง เช้า-เย็น ก่อนอาหารเช้าและเย็น

ยาลดความดัน
ใช้กระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และดอกคำฝอย นำมาต้มน้ำให้เดือดประมาณ 30 นาที จากนั้น คั้นเอาแต่น้ำ แล้วกรองกากออก ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น ควรดื่มติดต่อกัน 4 - 5 วัน ความดันจะลดลง คอยวัดความดันและกินยาต่อเนื่อง แต่อาจลดปริมาณลงได้

ยาบำรุงโลหิตสตรี
ใช้ไพล 2 บาท ขิง 5 บาท ข่า 3 บาท ขมิ้นอ้อย 2 หัว ผักกาด 2 บาท ชะลูด 2 บาท กะลำพัก 2 บาทขอนดอก 2 บาท กะทือ 2 บาท กระเทียม 3 บาท กระชาย 3 บาท ดอกคำฝอย 3 บาท ดีปลี 3 บาท พริกไทย 3 บาท เกลือ 3 บาท มะกรูด 33 ผล สารส้ม 5 บาท แล้วนำมาต้ม หลังจากนั้น นำมาตากแดดไว้ประมาน 7 วัน รับประทานวันละ 3 ถ้วย ก่อนอาหาร และก่อนเข้านอน

ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวแห้งได้ การใช้คำฝอยในปริมาณสูงอาจมีผลเสียต่อเซลล์ จึงไม่ควรกินอย่างเข้มข้นเกินไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
โทร.0-3721-1289

http://www.komchadluek.net/detail/20140919/192365.html

Friday, September 12, 2014

น่าห่วง คนไทยมีโอกาส 1 ใน 3 เสียชีวิตจากโรคหัวใจ

ข่าวจากครอบครัวข่าวประจำวันที่ วันที่ 25 สิงหาคม 2557

พบชาวบ้านใน 7 จังหวัดภาคอีสาน มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 ของยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมด และมีอัตราป่วยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่า



นายแพทย์สมุน ตั้งสุนทรวิวัฒน์ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลอุดรธานี กล่าวว่า โรคหัวใจเป็นโรคที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดในประเทศไทย และ ปัจจุบันมีปริมาณผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตดัวยโรคหัวใจถึง 39,000 กว่าคน เฉลี่ยวันละ 108 คน หรือ ชั่วโมงละ 4 คน โดยเฉพาะในภาค 7 จังหวัดของภาคอีสาน มีแนวโน้มว่าผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมบริโภคของคนไทยที่เปลี่ยนไป บริโภคผักน้อยลง และ ขาดการออกกำลังกาย รวมทั้งการเข้าถึงในการรักษาที่ทันท่วงที ทางโรงพยาบาลอุดรธานี จึงได้เตรียมทีมแพทย์ และ อุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว

จากสถิติของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รายงานว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันกำลังคร่าชีวิตคนไทย และถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุข ที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญ เพราะพบว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและ หลอดเลือด ถึง 7,200,000 คน หรือ 12 เปอร์เซ็นต์ของผู้เสียชีวิต ส่วนในประเทศไทยโรคหัวใจ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรเลยทีเดียว