Thursday, October 30, 2014

วัคซีน โรคหวัดกันหัวใจวาย



นักวิจัยมหาวิทยาลัยเบลเกรด ของเซอร์เบีย เปิดเผยว่า วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไป อาจเป็นสะพานทอดไปสู่การทำวัคซีนป้องกันโรคหัวใจต่างๆ

มันจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยเปิดสวิตช์ในเซลล์บางอย่าง สร้างอณูขึ้นมาป้องกันหัวใจ

หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “ด้วยวิธีที่เราคิดขึ้น เราเชื่อว่า จะสามารถสร้างวัคซีนป้องกันโรคหัวใจขึ้นได้ในที่สุด และเราก็ได้เริ่มลงมือทำต่อไปบ้างแล้ว”

เขายังบอกด้วยว่า จากการศึกษาในสถานพยาบาล ได้พบว่า ความจริงคนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่แล้ว ก็พลอยได้รับความคุ้มครองจากโรคหัวใจด้วยอยู่แล้ว โอกาสที่จะเกิดหัวใจวายในปีหน้า จะเหลือแค่เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน.

Tuesday, October 28, 2014

ยาไวอากร้า แก้โรคหัวใจได้



ทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสเปียนซา ที่กรุงโรม ศึกษา พบว่า อาจใช้ยาไวอากร้า อันเป็นยาแก้อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศของบุรุษ รักษาโรคหัวใจได้อย่างปลอดภัย โดยให้กินยาทุกวัน ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น

พวกเขายังพบว่า คนไข้โรคหัวใจ ไม่ว่าอาการอยู่ขั้นไหนของโรค หากกินยานี้ประจำไปนานๆ จะให้การปกป้องหัวใจได้ เพียงแต่เกิดอาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อย

ตัวยาสำคัญของยาขนานนี้และขนานอื่น ได้แก่ “พีดีอี.5 ไอ” ออกฤทธิ์ขวางกั้นเอนไซม์ “พีดีอี.5” ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อผิวเรียบเฉื่อยชา

ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่า ยายังมีส่วนช่วยป้องกันคนไข้หัวใจห้องซ้ายล่างโตเกิน
ไม่ให้ขยายตัวขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนา

นักวิจัยได้สรุปผลการศึกษาว่า ยาแสดงให้เห็นว่า
ให้ผลดีกับคนไข้ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจหนา และคนไข้โรคหัวใจล้มเหลวระยะแรก.

http://www.thairath.co.th/content/458726

Tuesday, October 7, 2014

กรมการแพทย์แนะ "พฤติกรรมห่างโรคหัวใจ"

อธิบดีกรมการแพทย์เผย คนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แนะเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากอาหารไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หันมาออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก ซึ่งจากข้อมูลสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคดังกล่าวมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของสาเหตุการเสียชีวิตประชากรโลก ประชากรจำนวน 17.3 ล้านคน เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และจากการคาดการณ์ในปี 2030 นี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 23 ล้านคน



สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงปี พ.ศ.2554-2556 พบว่าอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี พ.ศ.2556 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 54,530 คน เฉลี่ยเสียชีวิตวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน สะท้อนให้เห็นว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

สำหรับอาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ คือจุกแน่นหน้าอก จะมีอาการจุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ และอาการเจ็บนี้จะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกนี้ป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อยๆต้องรีบพบแพทย์ มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

โดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฎิบัติตนให้ถูกต้อง หากพบว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด ไม่ออกกำลังกาย ไม่กินผักผลไม้ โรคอ้วนลงพุง เช่น รอบเอว มากกว่า 36 นิ้วในผู้ชาย และมากกว่า 32 นิ้วในผู้หญิง กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย จะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นจากแพทย์

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนปฎิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เปลี่ยนแปลงนิสัยการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มอาหารพวกผัก ผลไม้ และพวกเส้นใยต่างๆ ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้